เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2567 เมื่อเวลา 09.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นนครซูริก ซึ่งช้ากว่าไทย 6 ชั่วโมง) ณ โรงแรม Mandarin Oriental Savoy Zurich สมาพันธรัฐสวิส นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พบหารือกับ นายสเตฟาน บุทซ์ (Stefan Butz) ผู้บริหารบริษัท DKSH Holding AG ซึ่งเป็นบริษัทให้คำปรึกษาและแนะนำในการทำธุรกิจ เช่น การขยายการตลาด การวางแผนธุรกิจ การกระจายสินค้า โลจิสติกส์ และการบริการหลังการขาย รวมถึงมีการนำผลิตภัณฑ์และสินค้าอุปโภค บริโภค ยา เวชภัณฑ์ เข้ามาจำหน่ายในไทยมากมายหลายประเภท โดย DKSH เข้ามาประกอบธุรกิจในไทยตั้งแต่ปี 2449 (ค.ศ. 1906) โดยเป็นหนึ่งในองค์กรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศในด้านยอดขาย และไทยนับเป็นประเทศที่มีการดำเนินกิจการที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่ม DKSH สามารถสร้างรายได้ 1 ใน 3 ของรายได้รวมของบริษัททั่วโลก มีความเข้าใจในการทำธุกิจในไทย และมีการจ้างงานผู้หญิงคิดเป็นสัดส่วนจำนวนมาก ไทยจึงเป็นตลาดสำคัญของบริษัท

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและผู้บริหารบริษัท DKSH ได้หารือเกี่ยวกับปัญหาเกี่ยวกับการจำหน่ายยาและเวชภัณฑ์ ซึ่งจากการที่มีโรคระบาดใหม่ๆ เกิดขึ้น บริษัทจำเป็นต้องใช้กระบวนการและระยะเวลาในการเข้ามาจัดจำหน่ายในไทยยาวนาน ซึ่งรัฐบาลจะรับไปแก้ปัญหา เพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อบริษัทและต่อประชาชนชาวไทยชาวไทยที่ต้องการใช้ยาและเวชภัณฑ์ในการรักษาโรค ขณะที่บริษัทยังให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม เสนอให้ไทยใช้ E-document มากขึ้น นอกจากนี้ บริษัทยังจะส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในการขนส่งสินค้า สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทย โดยยืนยันที่จะส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า พร้อมจะสนับสนุนเพิ่มการติดตั้งสถานีชาร์จรถไฟฟ้าให้เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ บริษัท DKSH ยังมีความเชี่ยวชาญทางด้านโลจิสติกส์ ซึ่งไทยมีโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) ที่บริษัทสามารถเข้ามีส่วนร่วมได้ โดยโครงการนี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย และบริษัทจะได้รับผลประโยชน์จากโครงการนี้ด้วย ซึ่งโอกาสนี้ บริษัทยืนยันและมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของไทย รวมทั้งพร้อมที่จะเชิญชวนบริษัทพันธมิตรมาร่วมลงทุนในไทยมากขึ้น